วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แฟชั่นการแต่งกายของล้านนา

Pink Crystal Design Fashion Cufflinks 7160
Pink Heart Charm for Pandora/Troll Style Ch...
9ct Gold 18mm Hoop Earrings - 18mm
LovingtheBead © 'Black Leather' 16cm P...
Kit Heath Heritage Sterling Silver Ladies 9...
LovingtheBead © 'Summer Spa' Murano Gl...
Lisa Jane Silver Children's Expander Bangle...
Silver Ladies Celtic knot pendant + 18" Cur...
9ct White Gold Twist Drop Earrings
A Stunning Crystal Cosmic Ring On an 18" Me...
Code Red George and the Dragon Cufflinks
Luxury Solid Sterling 925 Silver Modern Des...
Chrysalis Charm Silver Plated Angel Wings
LovingtheBead © Olive Green Crystal Sl...
Dulwich Design Mink and Cream Leather Jewel...
Elements Sterling Silver Ladies P2621M Amet...
Kit Heath Heritage Sterling Silver 4216 Cel...
Lionite Mele "Ulrica" Oak Wood Jewellery Box
LovingtheBead © Indigo Crystal Slide-o...
Circular Stripe Effect Fashion Cufflinks 4345
Large Town Talk Large Anti Tarnish Silver P...
Silver Diamond Set Diamond Cut ID Bangle
SILVER SWIRL HEART PENDANT 18" CHAIN
Urban Male Multi Colour Leather & Cotto...
MAGNETIC THERAPY COPPER Magnetic Bracelet -...
Tibetan Silver Spacer with Pink Stones Char...
Fred Bennett Mens B3400 Stainless Steel ID ...


ชาวล้านนาแต่เดิมมาทอผ้าเพื่อประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน ผ้าทอสำหรับเครื่องนุ่งห่มและการแต่งกายก็มีเอกลักษณ์สวยงามมานับแต่อดีตกาล แล้ว โดยได้รับอิทธิพลการแต่งกายจากไทใหญ่ พม่า และไทยภาคกลาง ประยุกต์ผสมปนเปกันเรื่อยมา จนกระทั่งได้รับค่านิยมและรูปแบบการแต่งกายแบบชาวกรุงเทพฯ และชาวตะวันตกมากขึ้น เป็นที่น่าสังเกตว่าการแต่งกายตามสมัยนิยมของชาวล้านนาในปัจจุบันจะเน้นความ รวดเร็วและแปลกใหม่ตามกระแสแฟชั่นโลกจนขาดเอกลักษณ์พื้นเพเดิมของท้องถิ่น

การแต่งกายที่ถูกต้องการฟื้นฟูวัฒนธรรมการแต่งกายแบบพื้นเมืองขึ้นมาใหม่ โดยมีการสนับสนุนให้แต่งกายล้านนาในงานเทศกาล หรืองานประเพณีต่างๆ เช่น ในงานสงกรานต์ งานบุญต่างๆ แต่ส่วนมากได้รับอิทธิพลการแต่งกายแบบไทยประยุกต์จากกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในรูปแบบการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของล้านนาแต่ดั้ง เดิม คณะอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่จึงได้แนะนำการแต่งกายที่ถูกต้องของ ล้านนาไว้ดังนี

ผู้ชาย เสื้อ เป็นลักษณะพระราชทานแขนยาว สีสุภาพ เช่น สีเปลือกไม้ สีตุ่น ยกเว้นหม้อห้อม (เพราะถือว่าเป็นเสื้อที่ใช้เวลาทำงาน หรือใช้ในงานอัปมงคล) ผ้าคาดเอวจะเป็นผ้าไหมหรือฝ้ายก็ได้ กางเกงทรงสุภาพตามสมัยนิยม สำหรับเจ้านายฝ่ายเหนือจะนุ่งผ้าม่วง (โจงกระเบน) สีต่างๆ และสวมรองเท้าคัตชูหุ้มส้นสีดำ


ผู้หญิง ลักษณะเสื้อมีหลายรูปแบบ เช่น เสื้อคอกลมหรือคอตั้ง แขนกระบอกยาวถึงข้อมือ ตัวเสื้อเข้ารูป ชายเสื้อยาวคลุมทับเอวผ้าซิ่น เสื้อผ่าหน้าตลอด สีเสื้อเป็นสีตุ่นหรือสีฝ้ายเป็นพื้น อาจมีการย้อมสีแล้วแต่ความเหมาะสม ใส่ผ้าสะไบซึ่งต้องยาวพอที่จะห่มแบบสะไบเฉียง หรือห่มสะหว้ายแหล้งแบบล้านนาแท้ๆ ปกติการห่มสะไบเฉียงต้องพาดบ่าซ้าย ชายสะไบด้านหน้ายาวถึงบั้นเอว ชายสะไบอีกด้านลอดแขนขวาแล้วพาดตลบบ่าซ้าย ทิ้งชายด้านหลังข้างซ้าย ให้ชายสะไบด้านหลังยาวกว่าด้านหน้า และไม่มีการคาดเข็มขัดทับชายสะไบ ผ้าซิ่นเป็นผ้าไหม ซิ่นยก หรือผ้าฝ้าย อาจจะเป็นลายขวางทั้งตัว หรือเฉพาะเชิง (ตีนซิ่น) คาดเข็มขัดแต่เอาเสื้อปิดเข็มขัดให้มิดชิด ความยาวกรอมเท้า ป้ายด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้แล้วแต่ ถนัด สวมรองเท้าหุ้มส้น และสวมถุงน่อง

การ แต่งกายในอดีต

document

document

ในอดีตผู้ชายนิยม “สักหมึก” หรือการสักยันต์ด้วยหมึกดำตั้งแต่เอวลงมาถึงเข่าหรือต่ำกว่าเล็กน้อย และนุ่งผ้าต้อย” ซึ่งมีลักษณะเป็นผ้าฝ้ายสี่เหลี่ยม สีพื้นหรือมีลายดำสลับขาวที่เรียกว่าผ้าตาโก้ง” มีทั้งขนาดสั้น ซึ่งนิยมนุ่งแบบ “เค็ดหม้าม” หรือ “เก๊นหม้าน” คือม้วนชายผ้าเป็นเกลียวสอดระหว่างขาให้รัดกุม แบบเดียวกับนุ่งถกเขมร เพื่อโชว์ลายสักหมึกให้เห็นชัดเจน และเพื่อความคล่องตัวสะดวกในการทำงาน ถ้าเป็นผ้าขนาดยาวจะนุ่งแบบโจงกระเบน
ชาวล้านนามักไม่สวมเสื้อ นอกจากในเวลามีงานหรือโอกาสพิเศษจะมีผ้าพาดบ่าที่เรียกว่า “ผ้าเช็ด” ในหน้าหนาวจะมีผ้าตุ๊ม” ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายทอเส้นใหญ่หนาๆ ย้อมด้วยสีธรรมชาติจากพืช เช่น คราม มะเกลือ เป็นต้น ซึ่งใช้ห่มคลุมตัวกันทั้งชายและหญิง

การสวมเสื้อนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นหรือแขนยาวผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก มีกระเป๋าปะทั้งสองข้าง สีขาวตุ่นของใยฝ้าย หรือเสื้อคอกลมผ่าครึ่งอก ติดกระดุมหอยสองเม็ด อาจจะมีกระเป๋าหรือไม่มีก็ได้ กางเกงมีรูปแบบคล้ายกับกางเกงของจีนคือตัวโต เป้าหลวม มีแนวตะเข็บห้าแนว เรียกว่าเตี่ยวห้าดูกมี 2 แบบ คือ เตี่ยวสะดอ เป็นแบบขาสั้น (ครึ่งหน้าแข้ง) และเตี่ยวยาว เป็นแบบขายาวถึงข้อเท้า คนส่วนมากมักจะเรียกเตี่ยวสะดอทั้งขาสั้นและขายาว ส่วนมากจะตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือ
ช่วงรัชกาลที่ 6 ได้รับอิทธิพลจากจีนทำให้ผู้ชายเริ่มนิยมนุ่งกางเกงแพรสีต่างๆ และสวมเสื้อมิสสะกี (สันนิษฐานว่ามาจากชื่อฝรั่งมิ ชชั่นนารี คือ “มิสเตอร์คี”) มีลักษณะเป็นเสื้อคอกลม ผ่าครึ่งอก ติดกระดุมหอยสองเม็ด มีกระเป๋าติดตรงกลางด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีเสื้อคอกลมหรือคอแหลมผ่าหน้าตลอดติดกระดุมหอย ในโอกาสพิเศษหรือเป็นพิธีการเจ้านายจะนุ่งผ้าไหมโจงกระเบน เสื้อแขนยาวคล้าย เสื้อพระราชทาน” มีผ้าไหมคาดเอว ต่อมานิยมนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน สวมถุงเท้ายาวสีขาว กับรองเท้าคัทชูสีดำ
ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในรัฐบาลสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลไทยได้พยายามพัฒนาประเทศให้ตามทันโลกตะวันตก จึงส่งเสริมให้คนไทยทั้งประเทศแต่งตัวตามแบบสากลนิยม คือผู้ชายจะสวมกางเกงทรงตะวันตก ใส่เสื้อเชิ้ตผูกเน็คไท และสวมเสื้อนอก หรือสวมกางเกงแพรหรือนุ่งโจงกระเบนผ้าไหมหางกระรอก สวมเสื้อราชปะแตนใส่
รองเท้าหนัง ไว้ผมทรงหลักแจว และทรงมหาดไทย
ส่วนการแต่งกายของผู้หญิงในอดีตนั้นเห็นว่าการเปลือยอกเป็นเรื่องธรรมดาเช่น เดียวกับชาย มีเพียงผ้าสีอ่อนใช้ปกคลุมส่วนบนของร่างกาย ซึ่งวิธีใช้มีหลายแบบ เช่น อาจจะพันผ้าไว้ใต้ทรวงอกหรือปิดอก ใช้คล้องคอปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้าหรือคล้องทิ้งชายไปด้านหลัง ใช้ห่มเฉียงแบบผ้าสไบ ที่เรียกว่า “สะหว้ายแล่ง” หรือ “เบี่ยงบ้าย” และนุ่งผ้าซิ่นลายขวางยาวกรอมเท้าเรียกว่า “ซิ่นต่อตีนต่อเอว” วิธีการนุ่งซิ่นมี 2 แบบ คือ นุ่งแบบทบจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย เหน็บชายพกไว้ตรงเอว หรือทบทางซ้ายและขวาเข้ามาอยู่กลางแล้วพับชายผ้าม้วนเหน็บไว้ตรงเอว อาจจะคาดเข็มขัดเงินทับเพื่อความสวยงาม
หากสวมเสื้อจะเป็นเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมสีขาว ตัวหลวม แขนกระบอกต่อแขนต่ำ ผ่าอกตลอด ผูกเชือกหรือติดกระดุมแป๊บ มีกระเป๋าปะทั้งสองข้าง หรือเป็นเสื้อผ่าครึ่งอก ติดกระดุม ๒ เม็ด หรือเป็นเสื้อรัดรูปเอวลอย แขนสามส่วน คอกลมผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก หรือติดกระดุมผ้าแบบจีน ในยุคหลังนิยมใช้ผ้าป่านมัสลินตัดเย็บ ส่วนเสื้อแบบลำลองโดยทั่วไป เป็นเสื้อเย็บแบบห้าตะเข็บ เย็บแบบพอดีตัว คอกลมต่ำ เว้าแขน หรือเป็น “เสื้ออก” พันรอบอกพอดีตัว ไม่มีแขน มีกระเป๋าปะ เวลาไปวัดก็นิยมห่มผ้าสะหว้ายแล่งทับเสื้ออีกที
ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จขึ้นประทับที่เชียงใหม่ ก็ได้ทรงนำรูปแบบการแต่งกายตามแบบสมัยนิยมของกรุงเทพฯ ขึ้นมาด้วย เช่น เสื้อแขนหมูแฮมแบบยุโรป เสื้อคอยะวาที่มีการเย็บตกแต่งด้วยผ้าระบาย ใส่กับซิ่นไหมลายเกาะแบบพม่าที่เรียกว่าซิ่น “ลุนตยาอะชีค” ต่อตีนจกยกดิ้นแบบเชียงใหม่ เกล้าผมทรงญี่ปุ่นที่กำลังนิยมกันทางยุโรปขณะนั้น ปักด้วยดอกไม้ไหวทองคำ แต่รูปแบบการแต่งกายเช่นนี้แพร่หลายเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง ในขณะที่สามัญชนก็ยังคงแต่งกายแบบเดิม แฟชั่นการแต่งกายของล้านนาเริ่มพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของสากลนิยม ทรงผมของผู้หญิงจากผมยาวเกล้ามวยเปลี่ยนเป็นตัดเป็นผมบ๊อบ สวมเสื้อแขนกุดและนุ่งกระโปรงครึ่งน่อง สวมถุงน่องและรองเท้ามีส้น ซึ่งเน้นความรวดเร็วและความแปลกใหม่ตามกระแสของสังคมทุนนิยม แต่ไม่มีเอกลักษณ์หรือสอดคล้องกับความเป็นอยู่ตามประเพณีของท้องถิ่น

ความสำคัญของซิ่น
นอกจากซิ่นจะมีความสำคัญในฐานะที่เป็นเครื่องนุ่งห่มแล้ว สำหรับชาวล้านนา ผ้าซิ่นยังเป็นเครื่องบ่งชี้สถานภาพและแหล่งกำเนิดของกลุ่มชนอีกด้วย โดยดูได้จากโครงสร้างและลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้า เนื่องจากชนแต่ละกลุ่มจะนุ่งผ้าซิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มของตน จึงทำให้ทราบได้ว่าชนกลุ่มใดมาจากหมู่บ้านใด
ส่วนประกอบของผ้าซิ่น
โครงสร้างโดยทั่วไปของผ้าซิ่นจะประกอบไปด้วยผ้า 3 ชิ้น คือ ส่วนเอว ส่วนกลางตัวและส่วนตีนซิ่น ยกเว้นซิ่นลวดหรือซิ่นตีนลวด ซึ่งทอเป็นผืนเดียวตลอด โดยไม่มีผ้าซิ่นอื่นมาต่อ

ซิ่นล้านนา

ผ้าซิ่น
ผ้าซิ่น (ผ้าสิ้น) คือผ้าที่ทอสำหรับเย็บเป็นถุงสำหรับผู้หญิงชาวล้านนานุ่งเป็นเครื่องนุ่งห่ม ในชีวิตประจำวัน ซิ่นจะขนาดสั้น-ยาว กว้าง-แคบ แตก ต่างกันไปตามรูปร่างของผู้นุ่งและวิธีการนุ่ง นอกจากนี้ลักษณะของซิ่นยังแตกต่างกันไปตามโอกาส เวลา สถาน ที่ และอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมในแต่ละยุคสมัยด้วย วัฒนธรรมการนุ่งซิ่น-เปลือยอกของหญิง (ยกเว้นเวลาเข้าวัด ซึ่งจะห่มผ้าสะหว้ายแหล้ง) มีให้เห็นอยู่ทั่วไป แม้จะไม่มี หลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัดว่าชาวล้านนาเริ่มนุ่งซิ่นมาตั้งแต่เมื่อใด สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเริ่มในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นต้นมา แต่จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ อาทิ จากภาพถ่ายเก่าแก่ที่ถ่ายในเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ณ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และที่วิหารวัดป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

1. หัวซิ่น คือ ผ้าซิ่นที่นำมาต่อเป็นส่วนหัว หรือ ส่วนที่ตรงเอวของผู้นุ่ง มีความกว้างประมาณ 1 คืบ หัวซิ่นโดยมากจะเป็นผ้าพื้นสีขาว แดง หรือสีน้ำตาล

2. ตัวซิ่น หรือ ซิ่นกลาง คือ ผ้าซิ่นในส่วนกลางมักทอเป็นลายขวาง ซึ่งเรียกตามลักษณะ ลวดลายว่า ซิ่นตา หรือ ซิ่นก่าน มีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร

3. ตีนซิ่น คือส่วนล่างสุดของซิ่นหรือส่วนเชิงของผ้าซิ่น โดยทั่วไปการต่อตีนซิ่นจะใช้ผ้าพื้นธรรมดา ไม่มีลวดลายใดๆ เช่น สีแดง หรือสีดำ แต่ในโอกาสพิเศษ เช่น เวลาไปวัดหรือในเทศกาลงานบุญต่างๆ ก็จะต่อด้วยซิ่นที่มีลวดลายงามพิเศษ ลวดลายนี้จะทอด้วยเทคนิคจก คือการสอดเส้นด้ายหรือไหมให้เห็นลายที่ต้องการ ซึ่งเรียกตีนซิ่นแบบนี้ว่า “ตีนจก” และซิ่นที่ต่อด้วยซิ่นลวดลายงดงามนี้จึงเรียกว่า ซิ่นตีนจก

ผ้าซิ่นของล้านนา แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. ผ้าซิ่นแบบไทยวน เป็นผ้าซิ่นแบบเย็บข้างเดียว มีลวดลายขวางบนตัวซิ่น ตีนซิ่นอาจเป็นผ้าพื้นธรรมดาสีแดงหรือดำ หรือเป็นตีนจก ซึ่งมีลวดลายอยู่ตรงส่วนบนครึ่งท่อนของตีนซิ่น

2. ผ้าซิ่นแบบไทลื้อ เป็นผ้าซิ่นแบบเย็บสองตะเข็บ มีลวดลายขวางบนตัวซิ่น ไม่มีลวดลายตกแต่ง แต่ใช้ผ้าพื้นสีครามธรรมดา สีดำ หรือสีครามและแดงเฉพาะในกลุ่มไทลื้อเมืองเงิน

3. ผ้าซิ่นแบบลาว เป็นผ้าซิ่นแบบเย็บข้างเดียวลวดลายบนตัวซิ่นเป็นลายทางยาว หรือเป็นลายมุก ตีนซิ่นอาจเป็นผ้าพื้นธรรมดาหรือเป็นตีนจก ซึ่งมีลวดลายเต็มตลอดผืนของตีนซิ่น

วิธีการนุ่งซิ่น
การนุ่งซิ่นอาจจะทบจากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้ายก็ได้ โดยเหน็บชายพกไว้ตรงเอว ส่วนเชิงหรือตีนซิ่นจะเสมอกัน อีกวิธีหนึ่ง คือ ทบทั้งข้างซ้ายและขวาเข้ามาอยู่ตรงกลางส่วนตรงเอวจะพับชายผ้าลงเพื่อเหน็บ ไว้ไม่ให้หลุด อาจจะใช้เข็มขัดคาดทับเพื่อให้แน่น ป้องกันการหลุดอีกครั้งหนึ่ง

เครื่องประดับ

เครื่องประดับของหญิงชาวล้านนา ส่วนมากทำจากเงิน ทอง หรือนาก สำหรับหญิงที่มีฐานะดี นิยมสวมสร้อยคอลูกทับ หรือลายดอกหมาก จำนวนเครื่องประดับจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฐานะ สวมตุ้มหูที่เรียกว่าลานหูหรือท่อท้างลานหู (อ่าน “ต้อต๊างลานหู”) ซึ่งหญิงชาวบ้านโดยทั่วไปจะใช้ใบลานม้วนกลมสอดในรูหูที่เจาะไว้ จึงทำให้รูที่เจาะมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย
นอกจากนี้ก็อาจใช้แผ่นโลหะที่ทำจาก เงิน ทอง นาก หรือทองเหลือง มาทำเป็นแผ่นแล้วม้วนในลักษณะเดียวกับใบลานและอาจจะประดับอัญมณี โดยวิธีฝังเข้ากับโลหะ คล้ายการทำหัวแหวน แล้วปิดครอบม้วนโลหะหรือก้านโลหะ ที่ปลายก้านมีเกลียวสำหรับหมุดยึดเครื่องประดับหูแบบนี้เรียกว่า ละคัด (อ่านละกั๊ด”) อีกลักษณะหนึ่งคือ “หน้าต้าง” ซึ่งเป็นเครื่องประดับหูที่มีลักษณะเป็นลายอย่างดอกประจำยาม มีก้านสำหรับสอดเข้าในรูที่เจาะไว้ นอกจากนี้หญิง ชาวล้านนายังนิยมสวมกำไลแขนเป็นรูปเกลียวหรือรูปแบบอื่นๆ และยังนิยมสวมกำไลข้อเท้าเนื่องในโอกาสพิเศษ เช่น งานขึ้นปีใหม่ งานปอย เป็นต้น

หมวก

ชาวล้านนาจะทือกุบ (อ่าน “ตือกุบ”) หรือ สุบกุบ คือสวมหมวกตามลักษณะงานเมื่อออกไปนอกบ้าน เช่น ในการไปทำศึกก็จะ “ทือกุบเส็ก” คือใส่หมวกปีกกว้างสำหรับออกศึก เมื่อไปทำงานกลางแดดก็จะ “ทือกุบละแอ” คือสวมหมวกลักษณะเหมือนงอบปีกกว้าง ในหน้าหนาว ทั้งเด็ก คนแก่และพระสงฆ์จะใส่ ว่อม” คือหมวกผ้าที่ไม่มีปีกซึ่งเมื่อมีการปกครองสงฆ์ล้านนาขึ้นกับส่วนกลาง ทางเจ้าคณะใหญ่ทางเหนือเห็นว่าไม่เหมาะและได้สั่งห้ามมิให้ใช้ ส่วนผ้าโพกศีรษะผมที่เรียกว่า “ผ้าพอกหัว” นั้น ผู้หญิงมักจะใช้เพื่อการกันแดดกันลม แต่ทั้งนี้ บางเผ่าอาจมีตกแต่งผ้าโพกศีรษะให้มีลวดลายตกแต่งอย่างงดงามอันเป็นลักษณะ เฉพาะกลุ่มก็มี และบางครั้งอาจมีการแซมดอกไม้ไหวบนผ้าโพกอีกด้วย

เข็มขัด

สำหรับเข็มขัดของชาวล้านนานั้น แม้จะไม่ปรากฏรูปแบบที่ชัดเจนว่า บุรุษจะมีเข็มขัดในลักษณะไหน แต่อาจใช้ผ้าต่องหรือผ้าขาวม้าเป็นเครื่องรัดแทนเข็มขัด ถ้าใช้แต่งในพิธีการ ก็อาจใช้ผ้าที่มีลักษณะพิเศษออกไปซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในการประดับและการใช้ งานไปด้วย ในคัมภีร์ปรากฏมีคำว่าสายอิ้งหรือสายเอ้งที่แปลโดยความว่าหมายถึงสายรัดเอว หรือเข็มขัดสตรี ซึ่งก็มิได้บอกลักษณะให้รู้ได้ชัดเจน ต่อมาในยุคหลังเมื่อนิยมใช้เครื่องเงินมากขึ้นจึงพบว่า สตรีนิยมใช้ต้ายหรือต้ายแอว คือเข็มขัดเงินกว้างประมาณสองนิ้ว ที่มีช่วงสี่เหลี่ยมเกาะเกี่ยวต่อกันเป็นเปลาะๆ ต่อมาจึงเรียกเข็มขัดโดยเรียกทั่วไปว่าสายรั้งหรือสายฮั้ง

รองเท้า

ชาวล้านนาในอดีตไม่นิยมสวมรองเท้าเท่าใดนัก แต่กระนั้นเครื่องสวมเท้าของชาวล้านนาอาจแยกได้สามลักษณะใหญ่ๆ ได้ดังนี้ รองเท้าที่ใช้ในการเดินทางหรือเดินป่านั้นเรียกว่ากว้านหรือกว้านตีน พื้นทำด้วยหนังควาย มีสายสำหรับคีบระหว่างหัวแม่เท้าและนิ้วชี้ โดยมากไม่มีส่วนหุ้มส้น รองเท้า เพื่อใช้อย่างลำลอง เรียกเขียงตีน ทำด้วยไม้มีลักษณะพอดีกับฝ่าเท้า มีปุ่มระหว่างหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ ผู้สวมจะวางเท้าลงบนเขียงตีนแล้วใช้นิ้วทั้งสองคีบปุ่มนั้นแล้วพาเดิน ต่อมาอาจใช้สายหนังโยงจากข้างเท้าทั้งสองไปรวมเป็นสายคีบอยู่ระหว่างนิ้ว เท้าทั้งสอง หรืออาจมีสายสำหรับสอดปลายเท้าไปรับน้ำหนักก็ได้ รองเท้าลำลองในลักษณะหลังนี้ มักเรียกตามเสียงที่ดังกระทบพื้นว่า ค็อบแค็บ (อ่าน “ก๊อบแก๊บ”) รองเท้าประดับยศ มีปรากฏในคัมภีร์กลุ่มที่ว่าด้วยเครื่องท้าวห้าประการ หรือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ว่าประกอบด้วย กระโจมหัว (มงกุฎ) ดาบศรีกัญชัย ไม้เท้า วีชนีและเกิบตีนทิพย์ ซึ่งประการท้ายนี้คือเกิบตีนหรือรองเท้าวิเศษซึ่งกล่าวว่า พระญาวิโรหาในเรื่องพรมจักกชาดกและเจ้าจันทฆาตในเรื่อง จันทฆาตชาดกต่างก็เหาะได้เพราะอำนาจของรองเท้าทิพย์ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่มีการระบุว่าของวิเศษชนิดนี้มีลักษณะเป็นประการใด

ทรงผม

หญิงชาวล้านนาโบราณนิยมไว้ผมยาวตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยชรา ทำให้ต้องมีการเกล้าผมแบบต่างๆ แล้วตบแต่งด้วยดอกไม้ เช่น ดอกมะลิ ดอกหอมนวล(ลำดวน) ดอกเอื้อง(กล้วยไม้) ดอกตาเหิน(มหาหงส์) ดอกสารภี ดอกเก็ดถะหวา(ดอกพุดซ้อน) หรือช่อดอกไม้เงิน-ดอกไม้ทองที่เรียกว่า ดอกไม้ไหว สำหรับมวยผมอาจจะเสียบหย่องโลหะ(เข็มเสียบผม) ซึ่งทำด้วยเส้นโลหะบิดเป็นเกลียวเล็กๆ ตัดโค้งคล้ายตัวยู(U) ทำจากเงิน ทอง นาก หรือโลหะอื่นๆขึ้นกับฐานะของผู้ใช้ และโอกาสในการใช้ การเกล้าผมที่นิยมกันโดยทั่วไปมีหลายแบบ คือ

1. เกล้าผมวิดว้อง เป็นการเกล้าผมมวยแบบสูงโอบศีรษะโดยมีการดึงปอยผมขึ้นมาเป็นว้อง” คือ เป็นห่วงกลางมวยผม

2. เกล้าผมอั่วช้อง เป็นการเกล้าผมโดยนำเอาเส้นผมทำเป็นช่อเรียกว่า ช้อง ซึ่งทำจากเส้นผมนำมามัดกับเศษผมและขี้ตังนี้ คือชันโรงแล้วนำมาเสริมผมให้ยาวและหนาขึ้น เมื่อทำมวยผมเสร็จแล้วจะประดับด้วยดอกไม้ หรือเครื่องประดับผม การเกล้าผมแบบนี้บ้างก็เรียกว่า เกล้าผมพันมวยอั่วช้อง

3. เกล้าผมเหวิ้น เป็นการเกล้ามวยโดยนำเอาช้องผมมาวางบนศีรษะแล้วเกล้ามวย มวยผมที่ได้ก็จะพองกว่าปกติ จากนั้นจะดึงผมด้านหน้ามาทางมวยด้านหลังให้ตึงเรียบ และ ชักหงีบ” คือใช้นิ้วสองข้างดึงผมตรงหงีบหรือขมับให้โป่งออกมาเล็กน้อยทั้งสองข้าง

4. เกล้าผมอี่ปุ่น คือการเกล้ามวยผมแบบญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายเกล้าผมมวยทั่วไป แต่มีการแต่งชายผมด้านหน้าให้ยกขึ้นเล็กน้อยเป็นกรอบกระบัง ซึ่งอาจใช้หมอนหนุนผมให้มองดูสูงตั้ง ลักษณะผมตรงท้ายทอยอาจดึงให้ตึงหรือโป่งแล้วแต่ความพอใจของผู้แต่ง ปักปิ่นตรงมวยด้านใดด้านหนึ่ง แล้วเหน็บหวีเขาควาย ถ้าเป็นโอกาสพิเศษ หญิงที่มีฐานะดี หรือเจ้านายจะติดช่อดอกไม้เงินหรือทอง ผมทรงนี้ บางทีเรียกว่าทรงผมพระราชชายา” เพราะพระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้นำเข้ามาแพร่หลายในหัวเมืองฝ่าย เหนือ เมื่อคราวเสด็จกลับเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2457 และ ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการแต่งกายในโอกาสพิเศษ

document



ที่มา


http://kmblog.rmutp.ac.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น